หุ้น หุ้นไทย วิเคราะห์หุ้น วิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค วิเคราะห์หุ้นด้วยตัวเอง

Home

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๓

31 ธ.ค. to 1 ม.ค. ธรรมะจากการเปลี่ยนปี ซึ่งมีความเป็นไตรลักษณ์ แฝงอยู่ บอกความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือความไม่เที่ยง ไม่สามารถคงสภาพเดิมได้ ไม่มีอยู่จริง เราเห็นกาลที่เปลี่ยนไปอย่างนี้แล้ว เราจะทำสิ่งใดในปีหน้า ขอจงยังกิจด้วยความไม่ประมาทเทอญ สาธุ ..

โลกธรรม๘ ทุกคนต้องประสพพบเจอ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข หรือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เป็นธรรมดา มีลาภยศสรรเสิญสุข ใจต้องไม่ไหวไปกับสิ่งนั้น เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ใจต้องไม่หวั่นกับสิ่งนั้น ดูแลรักษาใจไว้ ไม่ให้ใจหวั่นใจไหวกลับเรื่องเล็กน้อย แม้พรหมโลกแตกสะหลาย ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แล้วจะมีอันใดในโลกนี่
ที่ทำให้ใจเราหวั่นไหวได้อีก มีอุเบกขา เป็นเอกัคคตา ทุกอริยา กาล สถาน ชาติ ภพ จบอินทรีย์

คนเราหนักกี่กิโลกรัม สูงกี่เซ็นติเมรต ก็วัดกันไป สิ่งที่จะวัดความเป็นมนุษย์ มีอยู่ แม้แต่เทวดา หรือพรหม ก็วัดได้ วัดความเป็นคนด้วย ศีล วัดความเป็นเทวดาด้วย หิริโอตะปะ วัดความเป็นพรหมด้วย พรหมวิหาร๔ เราวัดตัวเองหรือยัง เรามีศีลบกพร่องหรือไม่ ศีลเป็นฐานแห่งสมาธิและปัญญา หากศีลยังบกพร้อมอยู่จะหวังอะไรกับปัญญา ซึ่งยังมีสมาธิขั้นกลางอยู่อีก เมื่อศีลบริสุทธิ สัมถก็ราบรื่น ไม่ฝืนพิจารณา ปัญญาก็มาได้

ตอมีต้น แล้วอะไรเป็นต้นตอ ต้นตอคือไม่ทราบ หรือไม่รู้ เพราะไม่ได้เรียนรู้วิชชา หรือไม่มีวิชชา (อวิชชา นั้นเอง) เป็นต้นตอ แต่เดิมไม่มีเราเขา ถึงตรงนี้ก็ยังไม่มีเขาเรา แล้วที่เป็นอยู่มีทั้งเขามีทั้งเรา เพราะความไม่รู้ไปกำหนดสมมุติความเป็นเราเป็นเขาขึ้น ไปปรุงไปแต่งสภาพตามวิบาก จนเป็นตัวเป็นตนแบบชนิดที่เรียกว่าไม่เหลือต้นตอเลย เมื่อสิ่งนี้เกิดสิ่งนี้จึงเกิด เพราะสิ่งนี้เป็นเหตุ ผลจึงเป็นอย่างนี้ และอย่างนี้ ไม่มีจุดจบ อยากจะจบต้องจบเหตุ อวิชชาเป็นเหตุ อยากจบเหตุต้องจบอวิชชา จะจบอวิชชาได้ต้องมีวิชชา จะมีวิชชาได้ต้องมีปัญญา (มิใช่ปัญญาทางโลก) หมั่นเจริญวิปัสสนาปัญญา แล้วจะพบต้นตอที่หาได้อยาก

 

โอวาทของหลวงปู่ดุล ได้กล่าวสอนไว้ตอนหนึ่งว่า แม้จบพระไตรปิฎกแล้ว จำพระธรรมได้มากมาย มีคนเคารพนับถือมาก ทำการก่อสร้างวัตถุได้อย่างมากมาย หรือสามารถอธิบายถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้อย่างละเอียดแค่ไหนก็ตาม ถ้ายังประมาทอยู่ ก็ยังว่าไม่ได้รสชาติของพระพุทธศาสนาแต่ประการใด เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นของภายนอกเท่านั้น เมื่อพูดถึงประโยชน์ก็เป็นประโยชน์ภายนอก คือเป็นไปเพื่อสงเคราะห์สังคมเพื่อสงเคราะห์ผู้อื่น เพื่อสงเคราะห์อนุชนรุ่นหลัง หรือเพื่อสัญลักษณ์ของ ศาตรสนะวัตถุ ส่วนประโยชน์ของตนที่แท้นั้น คือความพ้นทุกข์ จะพ้นทุกข์ได้ก็ต่อเมื่อ รู้จิต จิตที่ส่งออกนอกเป็นสมุทัย ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอกเป็นทุกข์ จิตเห็นจิตเป็นมรรค ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตเป็นนิโรจน์

หนทางมีมากมายให้เดิน แต่มีทางหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ และเดินทางไปถึงแล้ว เห็นแล้ว ว่าเป็นหนทางที่ประเสร็ฐกว่าหนทางใดๆ เมื่อเราพร้อม และก้าวย่าง ยิ่งประจักษ์แจ้ง ผ่านสิ่งกรีดขวางได้ 3 สังโยชน์ ทางนั้นหรือมรรคนั้น เป็นอริย เรียกอริยมรรคแรกนี้ว่า โสดามรรค เมื่อถึงมรรคก็ถึงผล จุดนี้ก็เหมือนใบไม้ตกเข้าไปในกระแสน้ำวน วนลงสู่นิพพานอย่างแน่นอนไม่มีอื่น ช้าสุดไม่เกิน 7 ชาติ เร็วสุดก็ปัจจุบันชาติ ไม่มีตกต่ำกว่าเดิมอีกต่อไป สิ่งกรีดขวาง 10 อย่าง ขอเพียงผ่านอย่างแรกไปได้ก็จะผ่านไปได้ทั้งหมดเอง นั้นคือ สักกายทิฏฐิ ความสำคัญว่าตัวเป็นตน (ที่ท่านพุทธทาส ย้ำนักย้ำหนา และย้ำอยู่อย่างเดียว เพราะท่านเห็นว่าเป็นปากทาง) " ตัวกูของกู " นั้นเอง

อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล

ธาตุ๖ มี ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ และวิญญาณ
ขันธ์๕ มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
ในธาตุ๖มีวิญญาณธาตุ ในขันธ์๕มีวิญญาณขันธ์
ปฏิสนธิวิญญาณ สืบต่อภพ มีสถานเป็น วิบาก คือผลของการปรุงแต่งโดยเจตนาที่มีสถานเป็นกรรม เมื่อเกิดปฏิสนธิวิญญาณแล้ว วิญญาณในธาตุ (เครื่องรับรู้) ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับวิญญาณในขันธ์ (ตัวรับรู้) สายธาตุ และสายขันธ์ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือ นาม-รูป มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (เครื่องรับรู้ สฬายตนะภายใน) เกิดขึ้น ครั้นเมื่อไป ผัสสะ กับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส (สิ่งถูกรู้ สฬายตนะภายนอก) เป็นการรับรู้ใหม่เปรียบเทียบกับการรับรู้เก่าในสัญญาขันธ์ จึงปรุงแต่ง (สังขารขันธ์) ด้วยวิตก (ยกจิตขึ้นเป็นอารมณ์) และวิจาร (พิจารณาอารมณ์นั้น) จิตเป็นกุศลปรุงแต่งให้เป็นบุญ จิตอกุศลปรุงแต่งให้เป็นบาป เมื่อเสวยอารมณ์ แห่งบุญและบาปนั้น เวทนาขันธ์จึงบังเกิด เป็นสุขกาย ทุกกาย หรือทุกข์กายก็ไม่ใช่สุขกายก็ไม่ใช่ มีสุขใจ ทุกข์ใจ และรู้สึกเฉยๆ เวทนาทางกายก็จบลงที่กาย ส่วนเวทนาทางใจยังไปต่อ สุขใจเป็นตัณหา ราคะ ทะยานอยาก จึงยึดมั่นในภพ ทุกใจ กระทบกระทั่งในใจ หงุดหงิดขัดเคือง (ปฏิฆะ) คิดประทุษร้าย (โทสะ) มีอุปาทานยึดมั่นในภพ เป็นเชื้อให้ ปฏิสนธิวิญญาณ มีอาหารในการสืบต่อ ภพ ชาติ คือความเกิด หรือชาติกำเนิด และชรา-มรณะ มิรู้จบรู้สิ้น อะไรเป็นมรดกธาตุของแม่ อะไรเป็นมรดกธาตุของพ่อ ติดตามบันทึกตอนต่อไป